ราตรีที่อับโชค

เรื่อง-ภาพ : มะรอซาลี คาร์เด​ร์​
.
ผมถึงตามนัดหมายที่บ้านของพี่เจมส์ เจอคำถามว่าเตรียมอะไรมาพร้อมหรือยัง ผมงึมงำแต่ก็ไม่ทันสุดเสียง พี่แกบอกให้ภรรยาแกช่วยเตรียมข้าวมาเผื่อผมด้วย เผื่อยามราตรีนั้นอาจอีกยาวไกลหรืออาจได้กลับคืนฝั่งกันเกินค่อนดึกดื่น

ใต้ร่มเงาโกงกางครึ้มมีรากโยงใยกันราวกับเครื่องกัดขวางและโคลนดำ ต้องใช้ความพยามเพื่อข้ามไปยังเรือ ถอดรองเท้าและพร้อมฝ่าฟันราตรีนี้ แล้วลงเรือ

พี่เจมส์แล่นเรือออกตัวเคลื่อนไปบนริ้วน้ำคลองสีเขียวขุ่นไปช้าๆ พร้อมกับส่งสัญญาณที่ดังกว่าเสียงเครื่องยนต์เรือขนาด 12 แรงม้า “บังจะถ่ายรูปอะไร จะถามอะไรก็ว่ามาเลยน่ะ” ฟังดูเหมือนแกจะรู้แนวว่าผมต้องการอะไร เรือลำเล็กขนาดสองคนนั้นแออัด ผมยกกล้องถ่ายภาพเลนส์ฟิกส์ที่พอถ่ายภาพได้ละเอียดหน่อย ถ่ายภาพเจ้าของเรือเป็นลำดับแรกด้วยอาการที่เก้อเขินของนักท่องคลอง หลังจากนั้นผมจึงถ่ายภาพบรรยากาศและทิวทัศน์สองฝั่งคลอง ถ่ายภาพนกทะเล ถ่ายเครื่องมือประมงพื้นบ้าน ถ่ายลิงแสม รากไม้ เวิ้งน้ำที่กำลังระยับแสงแดดเย็นสะท้อนสีทอง เหมือนบางอย่างมันชวนระทึกใจอยู่ตลอดเวลาสำหรับคนแปลกหน้าที่มาเยือน

บรรยากาศยามเย็นของปากคลองประทุน พี่เจมส์เตรียมพร้อมผูกผ้าโพกหัวสวมไฟฉายทับบนหัวเพื่อจะส่องกุ้ง เราเตรียมตัวกันกลางบรรยากาศแสงแดดอ่อนสีส้มแดง ทายากันยุง เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ สวิง ฉมวก สั้น ยาว ผมทอดเลนส์กล้องหน้าปากอ่าวแหลมกลัดอันกว้างขวางออกไปเก็บภาพตรงหน้า ดวงตะวันที่กลมเหมือนผลส้มหรือไข่แดงเหนือเกาะโกงกางและผืนน้ำดูงดงามเหมือนริมฝีปากของหญิงสาวรุ่นโสดบริสุทธิ์ (แม้ใครไม่คิดเช่นนั้น….. แต่ผมคิด)

เมื่อสิ้นแสงตะวันและความมืดค่ำเข้าปกคลุม พี่เจมส์ไปนั่งประจำการยังหัวเรือ มีแสงจันทร์ทอดเงาอ่อนนุ่มอยู่เหนือหัว พี่แกจับฉมวกพร้อมฝีพายส่ายหัวไปรอบผืนน้ำตรงหน้า พายเรือไปส่องไปได้สักพักใหญ่ ก็เริ่มเหมือนจะมีอาการของคนขาดทุน และบ่นพึมพำ “โฮ้ย……ลมแรงยังงี้….ตาลาย” ประโยคนี้เหมือนจะสื่อความนัยถึงความอับโชคในราตรีนี้ซะแล้ว ผมนั่งนิ่งราวกับไม่ได้ติดเรือมาด้วย ไม่อยากรบกวนสมาธิรวมทั้งทิศทางการทรงตัวของเรือ

ผืนน้ำปากอ่าวแหลมกลัดที่กว้างขวางกำลังลดตัวจนมองเห็นเลนโคลนโผล่เผยตัวออกมาทอดตัวยาวไกล พี่เจมส์รีบวิ่งเรือเร็วปรื๋อไปยังปากคลองประทุน น้ำลดเร็วมาก ผมส่องไฟฉายมองดูสิ่งชีวิตรอบ ๆ เรือ เห็นหมู่ปลากระบอกขนาดเล็กกำลังกระโดดโลดเต้นกันพรึบพรับพ้นผืนน้ำราวกับกำลังพบเจอสิ่งรื่นเริงในชีวิต เห็นงูขดเลี้ยวตัวอยู่ใต้น้ำใส กุ้งขาวตัวใหญ่สะท้อนดวงตาด้วยแสงไฟฉาย บางตัวที่พี่เจมส์ไม่ทันเห็นเลยผ่านไป กับเสียงบ่นพึมพำที่เหมือนจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ “ขาดทุนยับ….ลมแรงเงียะ”

แม้จะค่ำคืนดื่นดึก แม้พี่เจมส์ดูเหมือนจะขาดทุนกับการออกเรือรอบนี้ แต่ผมต้องได้อะไรบ้างแหละ ผมคิดใจ…… แล้วคำถามก็เริ่มหลุดออกจากปากผม ผมถามถึงเรื่องสิทธิประมงพื้นบ้าน

ลี : “พี่คิดว่าอะไรคือสิทธิสำหรับพี่” …. คำตามที่ทวนลมกลับมาคือ
พี่เจมส์ : “เราจะมีสิทธิมีบทบาทอะไรกันมาก” ….. ผมขับเน้นใจความต่ออย่างมีรีรอ
ลี : “แล้วนี่ที่พี่กำลังทำกินอยู่เนี่ย ไม่ใช่สิทธิของพี่ที่จะทำมันหรอ” … และคำตอบกลับมาอย่างไม่เนิบช้า
พี่เจมส์ : ”อืม…มันก็เป็นสิทธินี่น้าาาาาาาา …” น้ำเสียงนั้นมันฟังดูไม่มั่นใจและเศร้าใจไปพร้อมกัน แต่ผมก็ยังคงยิงคำถามต่อไป
ลี : “ทำไมพี่ถึงเลือกทำประมงนี้” …..และคำตอบที่ไม่รีรอ
พี่เจมส์ : “ก็มันเป็นอะไรที่ทำมาตลอดและอีกอย่างคือมันมีอิสระที่จะทำอ่ะ”
ผมได้แต่พยักหน้ารับและบอกพี่เจมส์ไปว่า ”เข้าใจครับ”

ในราตรีที่ดวงจันทร์ทอดตัวขึ้นสูงเฉียงหัวไปมากโข ผมเปลี่ยนที่นั่งกับพี่เจมส์เพื่อพี่เขาจะได้ทำภารกิจส่วนตัวบางอย่าง ผมยืนโคลงเคลงบนหัวเรือ “ระวังตกน้ำนะบัง” เสียงพี่เจมส์ลอยมา ผมรีบนั่งลงไปพร้อมๆกับการกระโดดขลงน้ำของโทรศัพท์เจ้าเวรของผม มันค่อยๆ มันค่อยๆจมลงไปในก้นคลองจนหายไปในความมืดและความขุ่นข้นของฝุ่นโคลน …….โอวววววว…. ผมนี่แหละ ผู้ขาดทุนย่อยยับ

…………………

เกี่ยวกับผู้เขียน
ลี-มะรอซาลี คาร์เดร์ เป็นอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน รุ่น 14 ที่มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน(SDF) หลังจากจบวาระอาสาสมัคร 1 ปี ลียังทำงานอยู่ที่องค์กรเดิม เป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามพื้นที่ อ.แหลมกลัด จ.ตราด

บทความที่เกี่ยวข้อง
@ คลองประทุนมีเรื่องเล่า https://www.thaivolunteer.org/https:/คลองประทุนมีเรื่องเล่า/
@ คลองประทุนมีใบจาก”https://www.thaivolunteer.org/คลองประทุนมีใบจาก/
@ มากกว่าแหล่งอาหาร”https://www.thaivolunteer.org/คลองที่มากกว่าแหล่งอาห/