10 วันแรกกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

14 AUGUST, 2018 VOICEFROMTHAIS

หลังจากผลัดมาหนึ่งเดือน ก็ถึงเวลาที่ต้องหันหลังให้กับสายลมและเกรียวคลื่นของทะเลบางแสน แสงแดดที่เคยให้ความอบอุ่นตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมาวันนี้มันอบอุ่นและเศร้ากว่าวันไหนๆ ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ทะเลอยู่กับเราทั้งเวลาที่สุขและทุกข์ มีเสียงคลื่นที่คอยปลอบประโลมหัวใจของผมที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและคราบน้ำตา เวลาเพียงสี่ปีมันเร็วกว่าเสี้ยววินาทีที่ดอกไม้ไฟถูกจุดจากชายหาดจะส่องแสงสีสวยงามบนท้องฟ้า ก่อนจะหายไปเหลือไว้เพียงความมืดของท้องฟ้ายามราตรีเพียงชั่วพริบตานั้น เราก็ไม่อาจเห็นแสงสว่างจากดอกไม้ไฟเสียแล้ว ความทรงจำของผมกว่าครึ่งเกิดขึ้นที่นี่ที่มหาวิทยาลัยเล็กๆ ที่มีลูกระนาดมากกว่าอาคารเรียน ที่ม้าหินอ่อนตัวเก่าหน้าชมรมอาสา ชายหาดที่เราใช้เวลากับมันมากว่าห้องเลคเชอร์ และมันจะยังอยู่ที่นั่นรอให้เรากลับไปเปิดดูและคิดถึงมันอยู่เสมอ แม้ว่าจะไม่อยากเอ่ยคำอำลาแต่ ทุกอย่างก็มีเวลาของมัน นี่เป็นการออกจากห้องครั้งสุดท้ายของผม แล้วคงไม่มีโอกาสที่จะได้เปิดประตูบานนี้ในฐานะนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพาอีก ขอบคุณที่คอยสอนเราด้วยความเจ็บปวดและโอบกอดเราด้วยความรัก ลาก่อนบางแสน นี่คือการปิดเพื่อเปิดประตูบานใหม่ที่จะให้ผมได้เข้าไปเรียนรู้โลกจากอีกมุมมองหนึ่ง โลกในมุมมองของอาสาสมัครนักสิทธิรุ่น 13 ผ่านมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ความประทับใจในการทำงานกับองค์กรตลอดสิบวันที่ผ่านมาก็คงจะเป็นเรื่อง Surprise ที่มีเข้ามาตลอด ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางไปทำงานตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสุทธิสาร เป็นเช้าของวันพุธที่ 1 ของเดือน สิงหาคม ที่ผมรู้ เข้าใจความรู้สึกของคำว่า การก้าวเดินในทางที่ผิดมันทำให้เสียเวลาในชีวิตกว่าสิบห้านาทีที่เดินในทางผิดก่อนที่ผมจะกลับตัวได้ หลังจากที่ได้เปิดจีพีเอสเวลาก็ได้ล่วงเลยไปเกินกว่าแปดโมงครึ่งแล้ว แต่โชคดีที่เรายังพอมีเวลาได้แวะพักทานอาหารเช้ามื้อแรกในเมืองกรุงก่อนที่จะเข้าไปทำงาน งานแรกของผมคือการเขียนแนะนำตัวเอง นี่เป็นงานเขียนเกี่ยวกับตัวเองเป็นงานแรกของผมแล้วหลังจากวันนั้นเรื่อง Surprise อื่นๆก็ตามมา ในวันที่สองของการทำงานระหว่างอบรมการทำ Info-graphic ในช่วงบ่ายก็มีคำชักชวนจากพี่ที่ทำงานให้เราไปศาลอาญาในวันศุกร์นี้ ความรู้สึกแรกคือเราต้องไปทำอะไรบ้าง การไปที่ศาลต้องทำตัวยังไง แล้วเรามีหน้าที่ที่ต้องทำอะไรและแน่นอนนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เอาตัวเองเข้าไปใกล้ศาลมากที่สุด มันเป็นประสบการณ์ที่ดีที่เราได้ไปรู้ว่าในห้องพิจารณาเป็นอย่างไร แต่ก็มีความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้หลังจากได้เข้าไปเห็นซึ่งก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีแน่ๆ พอถึงตอนบ่ายก็ต้องโยกย้ายจากศาลอาญาไปคุยงานที่ร้านอาหารร้านนึงแถวอารีย์ หลังจากคุยเสร็จก็แยกย้าย ระหว่างทางกลับ ผมเห็นการจราจรที่เร่งรีบฝุ่นและควันจากท่อไอเสียของรถยนต์ร้านค้าแผงลอย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะขายพระเครื่องตลอดทางก่อนถึงทางเลี้ยวเข้าวัดไผ่ตัน ผมพักอยู่ที่นี่ที่หอพักตรงข้ามวัดไผ่ตัน ที่นี่เป็นอาคารสูงประมาณสามถึงสี่ชั้น ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ คือมีหมาตัวอ้วนกลมสองตัวมาเห่าต้อนรับมนุษย์แปลกหน้าที่พึ่งจะย้ายมาอยู่ได้แค่สามวัน แม้ท่าทางของมันจะไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรแต่ก็รู้สึกอบอุ่นที่มันออกมา ไม่เป็นไรอีกซักหน่อยเราคงได้เป็นเพื่อนกันไอ้หมาอ้วน

หลังจากเข้าไปในห้องแล้ว ผมก็ทำธุระส่วนตัวอาบน้ำและกินข้าวเหนียวหมูที่พึ่งซื้อมาจากปากซอย ก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์ฟังเพลงและอ่านบทความเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งตอนดึก ก่อนที่ผมจะเดินออกมาจากโลกโซเชียลก็มีข้อความแปลกประหลาดจากพี่ที่ทำงานส่งมาว่า “เดียไปดูงานกับพี่ที่เชียงรายไหม วันที่ 8-10 เป็นงานชนเผ่าพื้นเมือง” หลังจากคุยรายละเอียดซักพัก ผมก็ตอบตกลงที่จะไปเปิดรับประสบการณ์เกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมือง ทั้งที่ตอนนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ในวันเสาร์อาทิตย์ผมใช้เวลากับการพักผ่อนที่จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนจะเข้าฟังประชุมประจำเดือนขององค์กรในเช้าวันจันทร์ที่ 6 และพบกับเรื่อง Surprise อีกเรื่องนึงคือเราไม่ได้เดินทางไปเชียงรายวันที่ 8 แต่เป็นวันที่ 7 ทำให้ผมต้องรีบจัดการกับกองเสื้อผ้าที่ทิ้งไว้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาภายในคืนนั้น ถึงช่วงการเตรียมตัวจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไรแต่การเดินทางครั้งนี้ก็เป็นไปโดยสวัสดิภาพ

ภายในงานชนเผ่าพื้นเมืองในครั้งนี้ ทำให้ผมได้เห็นความสวยงามของวัฒนธรรมและความลำบากของการเป็นคนชายขอบไปพร้อมกัน การได้พูดคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงบรรยากาศภายในงานทำให้มีแรงบันดาลใจบางอย่าง และได้เก็บมันเข้าไว้ในส่วนที่ผมอยากจะเห็นในอนาคตของประเทศนี้ ก็คือการที่ได้เห็นการยอมรับกลุ่มชาติพันธุ์และเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลอดจนระบบการคัดสรรตัวแทนประชาชนจากประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง และนี่ก็เป็นงานเขียนเกี่ยวกับตัวผมเองชิ้นที่สอง ขอบคุณความทรงจำดีๆ ตลอดสิบวันที่ผ่านมา

เดียร์ จอมธนพล ชื่นวัฒนา
อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน รุ่น 13