เชียงรายที่ไม่รู้จัก

และแล้ว..
โมงยามของการเป็นอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชนของฉันก็ผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน
มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นกับฉันมากมาย

การได้มาอยู่เชียงรายนั้น
เป็นสิ่งใหม่สำหรับฉันมาก
ในตัวเมือง ตึกรามบ้านช่องต่างๆ
ดูไม่โอ่อ่าเหมือนในตัวเมืองเชียงใหม่
รถก็ไม่เยอะมาก ทำให้การจราจรไม่ค่อยติดขัด
แต่สิ่งที่เยอะไม่ต่างจากเชียงใหม่
คงเป็นนักท่องเที่ยว ทั้งไทยและเทศ
ทำให้ตัวเมืองที่เงียบ ดูครึกครื้นขึ้นมาได้

ขณะเดียวกันในเขตต่างอำเภอ
ซึ่งเป็นพื้นที่บนดอยที่ฉันต้องไปทำงาน
พบเจอคนท้องถิ่น เก็บข้อมูล ควานหาเอกสาร หลักฐานต่างๆ
บวกกับทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยภูเขา เมฆหมอก ต้นไม้เขียวชอุ่ม ผู้คนชาวเขาที่น่ารัก

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้บรรยากาศในการทำงานดูผ่อนคลาย

และไม่เครียดจนต้องปวดสมองมากนัก

‘ มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา ‘
นั่นคือชื่อองค์กรที่ฉันทำงานอยู่

ประเด็นที่ฉันสนใจใคร่รู้และได้ระหกระเหินเดินทางมาทำงานไกลถึงที่นี่
ก็คือ ‘ กรณีผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ‘

ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ คือใคร ?
บ้างก็เป็นผู้เฒ่าที่เกิดในไทย
เดิมอาศัยอยู่ในไทย
บ้างก็เป็นผู้เฒ่าที่เกิดในประเทศเพื่อนบ้าน แต่เข้ามาอาศัยอยู่ในไทยนานแล้ว
ผู้เฒ่าในสองกรณีนี้ยังไม่มีบัตรประชาชน
ยังไม่มีสัญชาติไทย
ขณะที่ ลูก หลาน ของผู้เฒ่าเกือบทั้งหมด
ก็มีบัตรประชาชน มีสัญชาติไทยกันหมดแล้ว

ทางองค์กรเราได้เห็นความสำคัญ
ของคนชายขอบ
ยิ่งเป็นผู้เฒ่าสูงอายุด้วยแล้ว
แถมลูกหลานก็ไม่ได้อินกับ
การที่ พ่อ แม่ ตา ยาย
จะต้องมีบัตรประชาชน
เพราะคิดว่ามีบัตรแล้วก็ไม่ได้เอาไปใช้อะไร
อายุมากแล้ว คงไม่ได้เดินทาง
ออกไปข้างนอกบ่อยๆลูกหลานเลยไม่สนใจดำเนินเรื่องให้
ทำให้ผู้เฒ่าเหล่านี้กลายเป็นบุคคลที่จะถูกหลงลืม
เป็น คนชายขอบของชายขอบ อีกที
แต่นี่มันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การที่คนคนหนึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว
มันมีสิทธิพื้นฐานอะไรบางอย่างที่เขาควรจะได้รับ
สิทธิทางเศรษฐกิจ สิทธิทางสังคม สิทธิทางวัฒนธรรมและสิทธิด้านการศึกษา
แต่ผู้เฒ่าเหล่านี้ล่ะ ได้รับสิทธิอะไรบ้าง ?
ขนาดต้องเดินทางออกนอกเขตอำเภอ
ยังต้องทำเรื่องให้วุ่น
นี่คือเรื่องใหม่
เรื่องที่ไม่รู้จักของเชียงราย
ส่วนเรื่องที่อยู่อาศัย อากาศ อาหารการกิน
ฉันรู้สึกได้ว่าที่นี่ดีมาก
อากาศก็ดี โหยหาแสงแดดมาก
ฉันมาอยู่ที่นี่ได้หนึ่งเดือน
นับวันได้เลยว่ามีกี่วันที่มีแดดแรงๆ
เหมาะสำหรับตากผ้าให้แห้งได้
ส่วนเรื่องอาหาร
ถ้าอันไหนที่ฉันไม่ชอบหรือไม่คุ้นก็จะเลี่ยงๆ
เพราะรู้ว่าตนเองเป็นคนธาตุอ่อน
อาจท้องเสียได้ง่าย
มีเพื่อนบางคนถามว่า
ทำไมฉันจึงมาทำงานด้านสิทธิมนุษยชน
ขณะเดียวกันฉันก็อดสงสัย
กับตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
เลยพยายามไตร่ตรองค้นหาคำตอบ
การที่เรามีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ
มีอารมณ์อ่อนไหว
กับความทุกข์ยากของคนอื่น
ไม่พอใจกับความเดือนร้อน
ไม่พอใจกับการที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
ไม่พอใจกับความอยุติธรรม
ที่เพื่อนมนุษย์ต้องเผชิญ
นั่นคือคำตอบ..
ที่ฉันสามารถตอบตนเองได้ ณ ตอนนี้และฉันคิดว่า..
คำตอบนี้ก็สามารถตอบคนอื่นๆ ได้เหมือนกันว่า..
ทำไมสิทธิมนุษยชนจึงต้องมีในโลกกลมๆ ใบนี้

อ๊อฟ กฤษฏิ์ บุญสาร
มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา
อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน รุ่น 13