ตัดสินใจครั้งเดียว เปลี่ยนอนาคตทั้งชีวิต (ตอน 1)

ยูฮานี เกิดที่จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันเธอทำงานด้านกฎหมายที่ Asylum Access ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานให้คำปรึกษาแนะนำทางกฎหมาย ประสานงานกับองค์การ UNHCR เกี่ยวกับการพิจารณาให้สถานะผู้ลี้ภัย สร้างเข้มแข็งให้ชุมชน และสนับสนุนสิทธิมนุษยชนเพื่อผู้ลี้ภัย

เธอก้าวเข้าสู่สายงานเพื่อสังคมแบบไม่ได้ตั้งใจนัก เนื่องจากเธอสนใจงานทนายความด้านธุรกิจมากกว่า แม้จะเห็นป้ายประกาศของโครงการ อส.นักสิทธิ์ในมหาวิทยาลัย แต่เธอก็ไม่ได้สนใจกับมันมากนัก กระทั่งเมื่อเพื่อนเธอแนะนำและสนับสนุนให้เธอกรอกใบสมัครเข้าร่วมโครงการ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอเปิดโอกาสให้ชีวิตได้เข้าไปเรียนรู้ประสบการณ์และพบปะกับผู้คนใหม่ๆ มากขึ้น

ยูฮานีผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ โดยเธอเลือกทำงานเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรม พื้นที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งการที่เธอมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว จึงเหมือนเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้เธออยากทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขามากขึ้นไปอีก

1 ปีกับการคลุกคลีทำงานไม่เพียงพอสำหรับประสบการณ์ที่เธอต้องการ เธอจึงอยู่ทำงานต่ออีก 3 ปีหลังจากหมดวาระอาสาสมัคร ภารกิจของเธอส่วนใหญ่เป็นการลงพื้นที่ภาคสนามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวมถึงอีก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา โดยทำงานร่วมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกจับกุมหรือถูกทรมาน รวมถึงการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลในกรณีการเรียกร้องค่าชดเชยให้กับชาวบ้าน

เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทำให้กฎหมายความมั่นคงถูกนำไปประกาศใช้ในพื้นที่ แน่นอนว่าชาวบ้านต้องตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจโดยมิชอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ เธอต้องจับตาสถานการณ์นี้ และด้วยความที่เธอเป็นคนในพื้นที่อยู่แล้ว การใช้ภาษามลายูสำหรับการสื่อสารกับคนพื้นที่จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ หากมีกรณีพิพาทในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น เธอจะเป็นผู้ที่ทำกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และทำหน้าที่สืบค้นข้อมูลในกรณีที่มีการละเมิดอำนาจระหว่างการจับกุมดำเนินคดี สิ่งที่เธอเชื่อคือ กระบวนการยุติธรรมเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นจริงได้ในพื้นที่

เธอเชื่อเสมอว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่มันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เช่นเดียวกับเวลาที่มีคนบอกว่า “ต้องเคารพในสิทธิแห่งตัวฉัน เมื่อฉันถูกคุกคามฉันสามารถสัมผัสกับการละเมิดสิทธิหรือการถูกทำร้ายนั้นได้โดยตรง สิ่งนี้แหละคือสิทธิมนุษยชนในเชิงรูปธรรม” ส่วนผลที่เกิดขึ้นต่อชุมชนที่เธอทำงานด้วยก็คือ ชาวบ้านรู้สึกได้เลยว่า นอกเหนือจากพวกเขาด้วยกันแล้ว ยังมีกลุ่มคนและหน่วยงานอื่นๆ ที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือพวกเขาและครอบครัวที่ได้รับการคุกคาม เธอบอกว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ “ชาวบ้านได้เรียนรู้ว่าหากเกิดกรณีพิพาท หรือการละเมิดสิทธิ์ ชาวบ้านจะเข้าแจ้งความอย่างไร และหาช่องทางเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไรด้วย”

ก่อนหน้าที่เธอจะสมัครเข้าโครงการ อส.นักสิทธิ์ เธอตั้งใจจะสมัครเข้าทำงานด้านกฎหมายกับบริษัทเอกชนสักแห่งเพื่อเก็บเงินให้ได้เยอะๆ แต่หลังจากที่เธอได้เข้าร่วมโครงการ โครงการก็ได้เปลี่ยนความตั้งใจเดิมของเธอทั้งหมด เธอเลือกที่จะทำงานอยู่เคียงข้างชาวบ้าน เลือกที่จะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น เธอบอกว่า “ฉันรู้สึกว่าฉันได้รับค่าตอบแทนทางใจจากการทำงาน ซึ่งมันทำให้ฉันสามารถยืนหยัดทำงานเพื่อผู้อื่นได้” มันทำให้เธอมีความภาคภูมิใจว่า การได้ช่วยเหลือผู้อื่น “มันคือสิ่งที่เป็นความแท้จริงของหัวใจ”

(ติดตามตอนจบ จันทร์หน้า)

—————————————————
Siza Nepal / สัมภาษณ์

อารีวัณย์ สมบุญวัฒนกุล / แปล

เมธี สิงห์สู่ถ้ำ / เรียบเรียง