“การเติบโตของหัวใจนักสิทธิ” [ตอนที่ 3]

“สานศรัทธาอาสาสมัคร สร้างสังคมดีงาม” ปรัชญาการทำงานเสริมสร้างคนหนุ่มสาวที่มอส.มีมาตลอด 35 ปี แม้ว่าการทำงานอาสาสมัครจะเปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัย แต่จุดยืนเรื่องการสร้างคนหนุ่มสาวที่มีจิตสำนึกรับใช้สังคมไม่เคยเปลี่ยน

ตลอด 10 ปีของการทำโครงการอาสานักสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างนักสิทธิ์รุ่นใหม่ไปทำงานสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในแง่มุมต่างๆ ของสังคม ถึงวันนี้ มอส.มีความพยายามสรุปบทเรียนการทำงาน เพื่อส่งต่อบทเรียนนั้นไปให้ผู้ที่สนใจแนวคิดและอยากจะนำแนวคิดไปขยายผล โดยเฉพาะองค์กรด้านสิทธิ์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพราะการละเมิดสิทธิ์มนุษยชนในปัจจุบันไปพ้นเขตแดนของความเป็นรัฐชาติ เราและประเทศเพื่อนบ้านจึงตกอยู่ในชะตากรรมที่ไม่ต่างกันมากนัก

โปรดติดตามอีก 2 ตอนจนจบ!”

โดย กรรณิกา ควรขจร มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)

บทที่  ๔  กระบวนการฝึกอบรม-สัมมนา

 

กระบวนการเรียนรู้ของอาสาสมัครในระยะเวลา  ๑ ปี นั้น มอส.เรียกว่า “การเรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติงาน”   ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้จากปฏิบัติงานจริง กับปัญหาจริง ในพื้นที่จริง และมีการเสริมการเรียนรู้ให้กับอาสาสมัคร   บทบาทของการจัดการเรียนรู้อยู่ที่ ๒ ฝ่าย คือ

 

๑)   องค์กรที่รับอาสาสมัคร  ซึ่งเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่สำคัญของอาสาสมัคร  ซึ่งองค์กรเป็นผู้ดูแล มอบหมายงาน  ติดตามผลการทำงาน รวมทั้งเรื่องทุกข์ สุข จัดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้อง

๒)  มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม มอส.จัดการเรียนรู้ร่วมกันของอาสาสมัครทุกคนในรุ่นโดยการจัดการจัดการฝึกอบรม สัมมนา หลักๆ จำนวน ๔ ครั้งใน ๑ ปี เพื่อเสริมการเรียนรู้ร่วมกันในด้านความรู้  การวิเคราะห์-สังเคราะห์ การสรุปบทเรียน การสร้างความสัมพันธ์ สร้างกัลยาณมิตรให้เกิดขึ้น

 

เป้าหมายการเติบโตของอาสาสมัคร มอส. มุ่งหวังให้อาสาสมัครเติบโตใน ๓ ด้านคือ ด้านความคิด การวิเคราะห์ สังเคราะห์(Head) ด้านทักษะการปฏิบัติงาน (Hand) ด้านอุดมคติ อุดมการณ์ในการทำงานเพื่อสังคม (Heart) อีกประเด็นที่สำคัญคือการสร้างมิตรภาพ ระหว่างอาสาสมัคร (Friendship) ให้เป็นพลังหนุนกำลังใจ หนุนการสร้างเครือข่าย (Network) ต่อไป ทั้งหมดนี้เพื่อให้เขาสามารถเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ได้ในอนาคต ดังนั้นในการพัฒนาอาสาสมัครทั้ง มอส. และองค์กร ต้องเข้าใจเรื่องนี้ร่วมกัน  และเมื่อมีอาสาสมัครเข้ามาร่วมกระบวนการแล้ว  อาสาสมัครก็จะเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในคิด เสนอแนะและจัดการเรียนรู้ได้เองด้วย

 

ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะในส่วนที่เป็นกระบวนการฝึกอบรม-สัมมนาที่ มอส.จัดขึ้น  เพราะในส่วนขององค์กรนั้นมีความหลากหลายในรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้กับอาสาสมัคร  ซึ่ง มอส.จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง  แต่จะไปติดตาม เยี่ยมเยียน และแลกเปลี่ยนกับองค์กรเป็นระยะๆ ในช่วงการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร

 

มอส.ได้จัดกระบวนการฝึกอบรม-สัมมนา ให้กับอาสาสมัครในตลอดระยะเวลา ๑ ปี รวม ๔ ครั้ง ครั้งละประมาณ  ๕ วัน ได้แก่

๑.     การปฐมนิเทศ  ก่อนออกปฏิบัติงาน

๒.     การอบรม-สัมมนาครบระยะการปฏิบัติงาน ๔ เดือน

๓.     การอบรม-สัมมนาครบระยะการปฏิบัติงาน ๘ เดือน

๔.    การนำเสนอรายงานการศึกษา บทเรียน และการสัมมนาสิ้นสุดวาระ ๑ ปี

 

มอส.ได้กำหนดให้เมื่อสิ้นสุดวาระการทำงาน ๑ ปี อาสาสมัครจะต้องเขียน  รายงานการศึกษา สรุปบทเรียนการทำงานนำเสนอในการสัมนาครบระยะการปฏิบัติงาน ๑ ปี   นอกจากนี้อาสาสมัครจะต้องส่งรายงานก่อนมาร่วมสัมมนา ๔ เดือน และ ๘ เดือน ในประเด็นที่กำหนดไว้ในคู่มืออาสาสมัคร ซึ่งจะเป็นคำถามที่เกี่ยวกับงานและการวิเคราะห์ในประเด็นสิทธิ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นงานที่อาสาสมัครปฏิบัติงานอยู่

 

บทบาทของทีมเจ้าหน้าที่ มอส. จะมีบทบาทในการออกแบบ  และ จัดการประเมินผลการฝึกอบรม-สัมมนาทุกครั้ง และในระหว่างการสัมมนา  ทีมเจ้าหน้าที่จะอยู่ตลอด  เป็นวิทยากร หรือจัดกิจกรรมในบางเรื่อง เช่นการสร้างกลุ่มสัมพันธ์   มีบทบาทในการเชื่อมโยงกับวิทยากรให้นำเสนอได้อย่างตรงประเด็น  เป็นผู้ดำเนินรายการ  เชื่อมโยงกับประเด็นของอาสาสมัคร      สร้างการมีส่วนร่วมกับอาสาสมัครในการจัดกิจกรรมพิเศษต่างๆที่นอกเหนือจากตารางที่กำหนดไว้เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี หรือเกิดกลุ่มเรียนรู้ ถกเถียงในประเด็นที่สนใจ   หลังจากที่อาสาสมัครแยกย้ายกันไปปฏิบัติงานแล้ว เจ้าหน้าที่ มอส.จะมีการติดตาม เยี่ยมเยียน อาสาสมัคร และองค์กร  แล้วจะรวบรวมประเด็นข้อเสนอในการฝึกอบรมทั้งจากอาสาสมัคร และองค์กร เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบครั้งต่อไปด้วย

การปฐมนิเทศ  ก่อนออกปฏิบัติงาน

 

เป้าหมาย  เพื่อเตรียมความพร้อมด้านความรู้ ความเข้าใจ ในหลักการสิทธิมนุษยชน  ความพร้อมในการปรับตัว หรือแก้ปัญหา ในการปฏิบัติงานร่วมกับองค์กร  และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างอาสาสมัครกันเองและกับเจ้าหน้าที่

 

เนื้อหา กระบวนการ   มอส.จะออกแบบตามเป้าหมายของแต่ละครั้ง โดยมีเนื้อหา และ ใช้รูปแบบที่หลากหลาย ได้แก่

 

  • การสร้างความสัมพันธ์ ให้รู้จักกันแบบลึก  โดย การจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ ดำเนินการโดยทีมเจ้าหน้าที่  เพื่อให้รู้จักกันมากขึ้น สร้างความคุ้นเคย สร้างสัมพันธ์  สร้างความเป็นทีม และพลังกลุ่ม  ตัวอย่างกิจกรรมเช่น  “สายธารชีวิต”  ให้แต่ละคนวาดภาพชีวิตของตนเองตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน สิ่งที่คาดหวังในอนาคต  แล้วนำภาพนั้นมาเล่ากันในกลุ่มย่อย   เกมส์นี้จะช่วยให้รู้จักและเข้าใจกันมาก เป็นต้น

 

  •  แนวคิด หลักการสิทธิมนุษยชน   โดยเชิญวิทยากรที่ทำงานด้านสิทธิ  และมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย  ให้เข้าใจใน นิยาม  หลักการสากล   ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน วิธีการที่ใช้ได้แก่  ให้คิดเขียนเป็นบุคคล  เล่นเกมส์  บทบาทสมมติ  ตั้งโจทย์ให้วิเคราะห์ การดูภาพยนตร์ แล้วนำไปสู่ความเข้าใจในหลักการสำคัญ   กระบวนการนี้ใช้เวลา ๒ วัน ๑ คืน

 

  •  กฎหมายกับสังคม  กลไกการปกป้องสิทธิ  งานพัฒนากับงานสิทธิมนุษยชน  ใน ๓ เรื่องนี้จะเชิญวิทยากรมาให้ความรู้  หรือจัดเป็นวงเสวนาเชิญวิทยากร มากกว่า ๑ คน มาร่วมให้ข้อมูล แลกเปลี่ยน   โดยเน้นให้อาสาสมัครมีส่วนร่วมในการถามและแลกเปลี่ยน  หัวข้อในการเรียนรู้อาจจะมีการปรับเปลี่ยนในสอดคล้องกับสถานการณ์หรือสภาพการทำงานของอาสาสมัคร  ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของทีมในการออกแบบแต่ละครั้ง

 

  • ความพร้อมในการเริ่มต้นในการปฏิบัติงานกับองค์กร  เรื่องนี้จะเชิญอดีตอาสาสมัครซึ่งอาจจะเชิญมาเป็นกลุ่มจากหลายๆรุ่น มาแลกเปลี่ยนกับอาสาสมัคร เล่าประสบการณ์ที่เคยเจอ  ต้องปรับตัว วิธีการแก้ปัญหา  อีกทั้งก็เป็นการให้แง่คิด กำลังใจมิให้ท้อถอยหากเจอปัญหาที่ไม่คาดคิด  และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างอาสาสมัครรุ่นต่างๆ

 

  • ภารกิจ และ บทบาทของอาสาสมัคร   เรื่องนี้ดำเนินการโดยทีมเจ้าหน้าที่เป็นทบทวน ภารกิจ ที่อาสาสมัครจะต้องทำ   การทำรายงาน  ๔ เดือน ๘ เดือน   รายงานการศึกษา ๑ ปี  การเข้าร่วมในการสัมมนาทุกครั้ง    บทบาทความสัมพันธ์ ๓ ฝ่าย ระหว่าง องค์กร  อาสาสมัคร และ มอส.  ข้อปฏิบัติเมื่อเกิดปัญหาในการทำงาน   ซึ่งบทบาทและภารกิจเหล่านี้ จะถูกบรรจุไว้ในข้อตกลง ๓ ฝ่าย และมีการลงนามร่วมกัน

 

  • การกำหนดเป้าหมาย ของตนเอง ๑ ปี      เป็นการให้อาสาสมัครตั้งเป้าหมายสำหรับตัวเอง ที่ต้องการไปให้ถึงใน ๑ ปี และบันทึกในกระดาษรูปหัวใจ  และทีมเจ้าหน้าที่จะเก็บไว้ ซึ่งจะนำมาเปิดอ่านอีกที เมื่อครบวาระแล้ว

 

หัวใจสำคัญของการปฐมนิเทศ คือ การสร้างความเป็นเพื่อนระหว่างอาสาสมัคร ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจร่วมกัน  มีความเข้าใจ  ไว้ใจซึ่งกันและกัน  ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขามีกำลังใจในการทำงาน  และเขาจะให้กำลังใจ แก่กัน หลังจากที่แยกย้ายไปทำงานกันในแต่ละองค์กร

 

การอบรม-สัมมนาครบระยะการปฏิบัติงาน ๔ เดือน

 

เป้าหมาย  เพื่อให้อาสาสมัครสรุปบทเรียนการทำงาน  ๔ เดือน / เสริมการเรียนรู้  การวิเคราะห์ในสถานการณ์ด้านสิทธิ  สังคมเชื่อมโยงในระดับอาเซียน หรือระดับโลก / การเรียนรู้ประเด็นสังคมในพื้นที่จริง / การเตรียมความเข้าใจในเรื่องการทำรายงานการศึกษา

 

เนื้อหา / กระบวนการ

ในช่วง ๔ เดือนแรกของการทำงาน อาสาสมัครอยู่ในช่วงของการปรับตัว ทำความเข้าใจกับองค์กร เป้าหมาย ภารกิจขององค์กร และบทบาทของตัวเอง อีกทั้งการมีเพื่อนร่วมงานใหม่ ที่มีทั้งเข้ากันได้ เข้ากันไม่ได้   บางคนเจอสภาพการทำงานหนัก  ไม่ค่อยมีเวลา หรือ ยังทำงานไม่เป็น ไม่ได้  ก็จะรู้สึกหวั่นไหว  ซึ่งมอส.จะแนะนำให้อดทน  เมื่อไม่เข้าใจ ไม่พอใจอะไรก็ให้พูดคุยองค์กร  บางคนก็ใช้เวลาในการปรับตัวไม่นาน  บางคนก็ยังปรับตัวไม่ได้ ขึ้นกับหลายปัจจัย  การมาสัมมนาช่วง ๔ เดือนเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่ให้อาสาสมัครทั้งกลุ่มมาพบกัน    บรรยากาศของช่วงนี้จึงเป็นช่วงของการมาระบาย  มาทบทวน  มาคิด วิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง   มาเรียนรู้ให้กว้างและลึก  และสร้างแรงบันดาลใจ

 

  • การสรุปบทเรียน และแลกเปลี่ยนสนทนาในประเด็น “ งาน ความคิด ชีวิต จิตใจ”  หัวข้อนี้จะเป็นการเล่าสุข ทุกข์  การแก้ปัญหาต่างๆ บทเรียนในการทำงาน  ซึ่งก็จะมีมากมาย บางคนมีความอัดอัด  คับข้องใจ ก็เหมือนได้ระบายให้กลุ่มฟัง  บางคนได้เล่าถึงความทุกข์ของกลุ่มเป้าหมายที่ตนไปพบ   การเล่าในวงแบบนี้ก็ช่วยให้ เพื่อนเข้าใจกัน  ได้เรียนรู้วิธีคิด วิธีแก้ปัญหาของเพื่อนๆ บางคนก็คลี่คลายปัญหาที่มีอยู่เมื่อพบว่าเพื่อนมีปัญหาหนักกว่า   หรือทำให้เห็นทางแก้ปัญหาของตนเองที่จะต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดของตนเอง

 

  • การวิเคราะห์สถานการณ์สิทธิมนุษยชน โดยให้อาสาสมัครเป็นวิทยากรแก่กันและกัน เล่าประเด็นปัญหาที่ตนเกี่ยวข้อง รวมทั้งวิเคราะห์  ซึ่งจะทำให้เห็นประเด็นปัญหาที่หลากหลาย    จะมีการเชิญวิทยากรมาให้ภาพเชื่อมโยง  หรือให้ข้อมูลในสถานการณ์ โดยรวมเพิ่มด้วย   รูปแบบกิจกรรมก็อาจจะมีเรื่องของการใช้เกมส์ มาเป็นเงื่อนไขให้คิด  และตัวเชื่อมโยงให้เกิดการวิเคราะห์

 

  • การวิเคราะห์สถานการณ์ ในระดับอาเซียน หรือระดับ โลก  โดยเชิญวิทยากรที่หลากหลายมาร่วมให้ข้อมูล วิเคราะห์ ให้เห็นในภาพกว้าง

 

  • การลงศึกษาปัญหาในพื้นที่จริง  เพื่อให้อาสาสมัครได้สัมผัสกับปัญหาสังคมจริงในประเด็นต่างๆ  ในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือไม่ไกล เช่น เรื่องคนไร้บ้าน   กลุ่มแรงงานข้ามชาติ  ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ ๑ วัน ๑ คืน   มีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยแยกกันไปเรียนรู้  สรุปวิเคราะห์ภายในกลุ่มแล้วกลับมานำเสนอในกลุ่มใหญ่  การลงพื้นที่พบปะพูดคุย กับกลุ่มเป้าหมายที่ยากจน  รายได้น้อย ทำงานหนัก ไม่มีสวัสดิการ  ถูกคุกคาม ไม่ปลอดภัย  ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับอาสาสมัครอีกทางหนึ่งเช่นกัน  เพราะเขาได้ตระหนักถึงสิ่งที่เขามี  สิ่งที่เขาเป็นเปรียบเทียบกับ ปัญหาความทุกข์ยากของคนกลุ่มนี้

 

  • การสร้างแรงบันดาลใจ โดยการไปพบ และ แลกเปลี่ยนกับ บุคคลผู้อุทิศตนในการทำงาน เพื่อให้เห็นประสบการณ์การทำงานที่ต้องใช้ทั้งแรงกาย แรงใจและระยะเวลา ถึงจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างแรงบันดาลใจของอาสาสมัคร

 

  • การเตรียมความพร้อมในเรื่องการทำรายงานการศึกษา    จะเป็นทั้งการสร้างความเข้าใจในเป้าหมาย  การเลือกหัวข้อที่จะศึกษา รูปแบบการเขียนรายงานการศึกษา   รวมทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับอดีตอาสาสมัครที่มีการวางแผนที่ดี จนทำรายงานการศึกษาออกมาได้ดี

 

การอบรม-สัมมนาครบระยะการปฏิบัติงาน ๘ เดือน

 

เป้าหมาย   เพื่อให้อาสาสมัครสรุปบทเรียนการทำงาน  ๘ เดือน / เสริมการเรียนรู้ โดยการศึกษาดูงาน   / การทดลองนำเสนอร่างหัวข้อ เค้าโครงการศึกษา  เนื้อหาเบื้องต้นของรายงานการศึกษา

 

เนื้อหา กระบวนการ

 

เมื่ออาสาสมัครทำงานมาถึงช่วงเดือนที่ ๘ หมายถึงอาสาสมัครได้ก้าวพ้นการปรับตัว  และ รับผิดชอบงานอย่างเต็มที่  มีมุมมองและความเข้าใจงานที่ลึกมากขึ้น   ดังนั้น การสัมมนา ๘ เดือน จึงเป็นการสรุปบทเรียน   ต่อยอดการเรียนรู้ให้ละเอียด   ตอกย้ำ ความมุ่งมั่น เป้าหมายที่จะไปให้ถึง ๑ ปี   และที่สำคัญคือการดำเนินตามเป้าและแผนที่จะทำรายงานการศึกษาให้สำเร็จ สมบูรณ์

 

  • การทดลองนำเสนอหัวข้อ เค้าโครงการ เนื้อหาในรายงานการศึกษา   จะแบ่งกลุ่มอาสาสมัครตามประเด็น  หัวข้อ  ที่อาสาสมัครจะทำรายงานการศึกษา เช่น ประเด็นสิ่งแวดล้อม  แรงงาน  ทรัพยากร  สิ่งแวดล้อม   เพื่อให้อาสาสมัครทดลองนำเสนอในกลุ่มย่อยตามประเด็นของตนเอง  มอส.จะเชิญผู้ที่ประสบการณ์ในประเด็นนั้นๆมาฟัง  วิจารณ์ ให้มุมมอง  และให้ข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงการทำรายงานให้สมบูรณ์ ยิ่งขึ้น

 

  • การศึกษาดูงานในพื้นที่ในต่างจังหวัด  ซึ่งอาจจะเป็นองค์กรตัวอย่างในการทำงาน หรือ ไปเรียนรู้การทำงานปกป้องสิทธิของชาวบ้านในชุมชน ไปนอนในชุมชน  โดยไปเรียนรู้แบบละเอียด ให้เห็น แนวคิด ความเป็นมา กระบวนการทำงาน ขององค์กร หรือชุมชน ใช้เวลาประมาณ ๓ วัน ๒ คืน การเลือกพื้นที่จะมีการปรึกษาหารือ และ กำหนดร่วมกับอาสาสมัคร การไปศึกษาดูงาน เช่นนี้ เป็นทั้งการเรียนรู้ เห็นตัวอย่าง และสร้างแรงบันดาลใจ

 

  • การสรุปบทเรียนและการสนทนาในประเด็น งาน ความคิด ชีวิต จิตใจ  หัวข้อนี้จะเป็นหัวข้อในการพูดคุย ในวงที่อาจจะไม่เป็นทางการ  ช่วงกลางคืนของวันใด วันหนึ่ง    อาสาสมัครสรุปบทเรียนของตัวเอง และมองไปถึงอนาคตข้างหน้า  หลังครบวาระแล้ว บางคนจะทำงานต่อในองค์กร  บางคนมีแผนไปทำอย่างอื่น  ภายในรุ่นจะมีการเกาะเกี่ยวประสานงานกันอย่างไรต่อไป

 

การนำเสนอรายงานการศึกษา บทเรียน และการสัมมนาสิ้นสุดวาระ ๑ ปี

 

เป้าหมาย   ให้อาสาสมัครนำเสนอรายงานการศึกษาในเวทีสัมมนาโดยมีผู้วิจารณ์ที่เกี่ยวข้องในประเด็นนั้นๆ   และ การสรุป บทเรียนการเรียนรู้  การเปลี่ยนแปลงตนเองในช่วง ๑ ปีของการเป็นอาสาสมัคร

 

เนื้อหา กระบวนการ

การสัมมนาครั้งนี้ อาสาสมัครจะค่อนข้างตื่นเต้นกับการนำเสนอรายงานการศึกษา เพราะจะต้องนำเสนอให้กระชับ  มีผู้วิจารณ์  และองค์กรก็มาร่วมฟัง และให้ความเห็นด้วย    บางครั้งจะเชิญผู้ที่สนใจมาร่วมฟังด้วย   การนำเสนอรายงานจะใช้ห้องประชุมที่เป็นทางการ  หลังจากการเสนอรายงานเสร็จแล้ว จะเป็นการสัมมนาสรุปบทเรียน ชีวิต ๑ ปี โดยไปต่างจังหวัดใกล้ๆ ประมาณ ๓ วัน

 

  • การนำเสนอรายงานการศึกษา    อาสาสมัครจะนำเสนอรายงานที่ตนเองเขียนมา โดย ใช้ power point  หรือวิธีอื่นๆ ใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาที  จากนั้นผู้วิจารณ์แสดงความเห็น    องค์กรแสดงความเห็น  แล้วเปิดเวทีให้ถามและให้ความเห็น  ก่อนการนำเสนอ อาสาสมัครจะต้องส่งรายงานให้ มอส.ก่อนประมาณ ๑ เดือน  และให้อาสาสมัครเสนอผู้วิจารณ์ได้  จากนั้นจะส่งรายงานให้ผู้วิจารณ์ล่วงหน้าก่อน  ผู้วิจารณ์จะต้องมีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องที่อาสาสมัครทำรายงานสามารถให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่ออาสาสมัคร และผู้เข้าร่วม       ในบางรุ่นที่อาสาสมัครมีจำนวนมาก  มอส.อาจจะจัดเวทีนำเสนอในภาค  หรือ เวทีย่อยเฉพาะประเด็นนั้นก่อน เพื่อไม่ให้การนำเสนอใช้เวลาหลายวัน

 

  • การสัมมนาสรุปบทเรียน ๑ ปี   อาสาสมัครจะได้แลกเปลี่ยน “งาน ความคิด ชีวิต จิตใจ”  ช่วงสุดท้าย  เป็นการสรุปการเปลี่ยนแปลงของตนเอง โดยทบทวนจากเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ ๑ ปี(เปิดหัวใจ ที่อาสาสมัครเขียนไว้ในช่วงปฐมนิเทศ)  อนาคต  และ  การสานสัมพันธ์  ช่วยเหลือกันในงานสิทธิมนุษยชนต่อไป

จะเห็นได้ว่าในการการออกแบบเสริมการเรียนรู้ให้อาสาสมัคร มอส.จะพยายามให้มีความผสมผสานกันในเรื่อง  สมอง หัวใจ  การปฏิบัติ  Head Heart Hand   โดยเฉพาะในเรื่อง สมอง และ หัวใจ  เพราะการลงมือปฏิบัติจริงๆคือ การกลับไปปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็งในองค์กรซึ่งจะทำให้เกิดทักษะในการทำงานเฉพาะขึ้น    เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งของการสัมมนาทุกครั้ง คือการสร้างมิตรภาพ การสร้างกัลยาณมิตร  ซึ่งจะต้องสร้างให้ได้ในช่วงของการปฐมนิเทศ   จากนั้นมิตรภาพจะดำเนินไปเองโดยอาสาสมัคร  ทั้งในช่วงการสัมมนาครบการปฏิบัติงาน  ๔ เดือน  ๘ เดือน  ๑ ปี  รวมทั้งในช่วงการทำงาน โดยตลอดวาระอาสาสมัคร   หลังวาระ   และเป็นเพื่อนที่ร่วมอุดมการณ์ ไปตลอดชีวิต

 

ทุกการเรียนรู้จะนำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจ และ พลังในการทำงาน เพื่อคุ้มกันให้อาสาสมัครทำงานอย่างมีสติ  มุ่งมั่น  อดทน  สู้งานหนัก  เพราะการทำงานแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิฯ  มักมีความกดดันสูงจากงานที่มากมาย จากกลุ่มเป้าหมายที่ทำงานด้วย  หากจิตใจไม่มั่นคง โอกาสที่จะท้อถอยหมดกำลังใจจะเกิดขึ้นได้ง่าย   ดังนั้นเมื่ออาสาสมัครมีความเข้มแข็งทางจิตใจแล้วการทำงานย่อมเกิดผลที่ดีตามมาแน่นอน    เมื่อครบวาระการทำงาน ๑ ปี อาสาสมัครจำนวนประมาณ หรือ มากกว่า ครึ่งหนึ่งทำงานต่อเนื่องเป็นเจ้าหน้าที่ในองค์กรนั้น    เพราะองค์กรก็ต้องการคนทำงานที่มุ่งมั่น  เข้าใจงาน   ทำงานต่อเนื่องทั้งสิ้น  อดีตอาสาสมัครหลายคนก็เป็นกลายเป็นกำลังสำคัญให้กับองค์กรในระยะต่อมา