มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม Thai Volunteer Service Foundation

ใบไม้ผลัดสี 400 ชั่วโมง

 

ศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560 คือวันแรกที่ผมได้เดินทางจากกรุงเทพฯมุ่งสู่เชียงราย ภายใต้ ”กิจกรรมครูอาสาสอนนักเรียนที่ ชุมชนพี่น้องกะเหรี่ยงปาเกอญอ” ชุมชนห้วยหินลาดนอก ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย โดยมีภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้จัดตารางการเรียนการสอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และปรับปรุงพื้นที่โรงเรียนชุมชนบ้านห้วยหินลาดนอก ตอนที่ผมกำลังเขียนงานชิ้นนี้อยู่นี้เป็นวันที่ปฏิบัติการ 400 ชั่วโมงของภารกิจผมในพื้นที่ชุมชนห้วยหินลาดนอกได้จบสิ้นลงไปแล้ว ผมจะเล่าให้ฟัง

ผมร่วมเดินทางกับเพื่อนนักศึกษาฝึกงาน 1 คนและพี่จาก มอส.อีก 1 คน รวมทั้งหมด 3 คน  โดยรถไฟตู้นอน(รุ่นใหม่)จากสถานีรถไฟกรุงเทพฯสู่สถานีปลายทางเชียงใหม่ รถไฟพาเราเดินทางราวๆ 11 ชั่วโมงก็ถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ในตอนเช้าของวันเสาร์ เราต่อรถแดง(รถสองแถว)ไปยังสถานีขนส่งเชียงใหม่(อาเขต) จากนั้นก็ต่อรถ Green Bus(รถประจำทาง) มุ่งหน้าไปยัง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ที่หมายที่เรานัดชาวบ้าน(พี่ถนัด)จากชุมชนบ้านห้วยหินลาดนอกขับรถมารับเราเข้าสู่หมู่บ้านคือ ศูนย์โอท็อปในตัวอำเภอ หลังจากเราลงรถได้ไม่นานมารับช่วงพาเราไปยังเป้าหมายต่อไป คือ หมู่บ้านห้วยหินลาดนอกนั่นเอง

ระหว่างการเดินทางไปยังชุมชน จะเริ่มเห็นวิถีชีวิตของความเป็นท้องถิ่นจะเป็นป่า มีนาข้าว ไร่ข้าวโพด แปลงนาจะมีทั้งแปลงนาแบบพื้นที่ราบ และการทำนาขั้นบันได  นอกจากนี้ยังจะเห็นบ้านเรือนยกใต้ถุนสูง ใต้ถุนบ้านจะทำเป็นที่เลี้ยงสัตว์ ทั้งหมู ไก่ และสุนัข ถึงตอนนี้ผมประเมินได้เลยว่าการเดินทางเข้าออกหมู่บ้านค่อนข้างลำบากมาก โดยเฉพาะวันฝนตก เนื่องจากลักษณะพื้นถนนเป็นดินลูกรัง เป็นหลุมเป็นบ่อ การเดินทางเข้าออกของชาวบ้านจึงต้องประยุกต์ด้วยการนำโซ่ตะขาบมามัดติดไว้กับล้อรถยนต์ เพื่อป้องกันล้อรถยนต์ลื่นตกเหวข้างทาง

เมื่อเดินทางมาถึงชุมชน  ผมไม่แน่ใจว่าเป็นพิธีกรรมต้อนรับหรือไม่ แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ พอพวกเราไปถึงชุมชนชาวบ้านที่นี่ต้อนรับพวกเราด้วยการรินน้ำชาให้ดื่ม ชาวบ้านส่วนใหญ่ในชุมชนแห่งนี้จะนับถือศาสนาคริสต์และทุกๆวันอาทิตย์ชาวบ้านจะเข้าโบสถ์ทำพิธีทางศาสนาในช่วงเช้า และช่วงเย็น ผมว่าคนที่นี่ค่อนข้างอัธยาศัยดี มีวิถีชีวิตเรียบง่าย ข้าวปลาอาหารจะเก็บหาได้จากพืชผักที่ปลูกไว้กินเองและจากป่าชุมชน เช่น หน่อไม้ป่า ผักต่างๆ ไม้ฟืนสำหรับเป็นเชื้อเพลิง ที่พักและอาหารการกินของพวกเรา จะพักบ้านหลังเดียวกันและจะกินข้าวด้วยกันกับชาวบ้าน

ชุมชนที่นี่ผมสังเกตเห็นว่าบ้านทุกหลังจะมีครัวบนบ้าน ภายในครัวจะมีเตาสำหรับหุงหาอาหาร พื้นเตาจะรองด้วยดินสูงราวๆ 12 นิ้ว ฟืนที่ใช้สำหรับทำเชื้อเพลิงจะวางไว้บริเวณข้างๆเตา อาหารที่ชาวบ้านปรุงให้เรารับประทานจะได้จากวัตถุดิบในท้องถิน เมนูที่เรามักได้ทานบ่อยๆ เช่น ข้าว น้ำพริก ผักลวก บางมื้อเราได้กินอาหารที่ปรุงจากเนื้อไก่พื้นบ้านที่ชาวบ้านเลี้ยงเอง ผมสังเกตเห็นว่าทุกมื้อที่เรารับประทานอาหารเสร็จ เศษอาหารที่เหลือจะถูกเทไว้บริเวณใต้ถุนบ้านเพื่อเป็นอาหารสัตว์ หลังมื้อเย็นจะเป็นเวลาส่วนตัว ใครจะนั่งคุยกันก็คุย ใครง่วงก็จะเข้านอนซึ่งมุ้งจะถูกกางรอไว้เพื่อป้องกันแมลงต่างๆมารบกวนผมว่าสิ่งนี้เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุลและลงตัว

หลังจากที่เราได้ลงไปเตรียมพื้นที่สักพัก กลุ่มครูอาสาที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรม “ครูอาสาสอนเด็กนักเรียน” ก็ได้ตามมาสมทบกับพวกเราในชุมชน คนที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรมนี้ส่วนมากเป็นนักศึกษา มีทั้งคนที่จบการศึกษาและมีงานทำแล้ว มีทั้งนักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เราจึงได้เริ่มพูดคุยทำความเข้าใจเบื้องต้นเพื่อเตรียมตัวสอนน้องๆโรงเรียนชุมชนบ้านห้วยหินลาดนอก

และแล้วก็มาถึงวันจันทร์ซึ่งเป็นวันเริ่มเรียนวันแรกของสัปดาห์ของน้องๆที่โรงเรียน เด็กที่นี่จะมีตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 นักเรียนที่นี่จะมีทั้งหมด 5 คน ชั้น ป.1 จำนวน 2 คน ชั้น ป.3 จำนวน 1 คน และชั้น ป.6 จำนวน 2 คน ในช่วงเช้าเวลา 08.00-08.30 น. จะทำกิจกรรมเข้าแถวเคารพธงชาติ สวดบทสวดของศาสนาคริสต์ และศาสนาพุทธ(แต่ชาวบ้านทั้ง 2 ศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว)

การแบ่งทีมทำงานของครูอาสา จะแบ่งคุณครูอาสาเป็น 2 ชุด ชุดแรกรับภารกิจสอนน้องๆ และอีกหนึ่งชุดรับภารกิจปรับปรุงพื้นที่ของโรงเรียน คือ การปรับปรุงและทำความสะอาดห้องเก็บของ(แยกข้าวของที่ใช้ได้และของที่จะทิ้งออกจากกัน สิ่งของที่ใช้ได้จะนำมาความสะอาดและนำมาใช้ได้ใหม่)  ขุดคูระบายน้ำรอบๆห้องเก็บของ สร้างสะพานข้ามคูระบายน้ำเข้าห้องเก็บของ ส่วนห้องครัวจำเป็นต้องจัดให้เป็นสัดส่วนเพื่อรองรับการรับประทานอาหารกลางวันของน้องๆ สุดท้ายคือการจัดการห้องเรียนให้เป็นสัดส่วนจัดหนังสือให้เป็นหมวดหมู่ และแยกหนังสือที่ไม่ใช้ออกเพื่อให้สะดวกต่อการเรียนของน้องๆ

ชั่วโมงแรกของการสอน พี่ๆครูอาสาจะเริ่มจากการแนะนำตัวกับน้องๆนักเรียนหน้าเสาธงเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเด็กนักเรียนในชุมชน การเรียนการสอนของโรงเรียนก็จะแตกต่างจากโรงเรียนส่วนใหญ่ทั่วไป  เช่น หลักสูตรการเรียนการสอนที่ทำอยู่จะอิงกับหลักสูตรของรัฐบาลราวๆ 70% ที่เหลืออีก 30% จะเป็นหลักสูตรที่ประยุกต์ขึ้นเองเพื่อให้เข้ากับวิถีชุมชน เช่น วิชาการเรียนรู้สู้ภัยธรรมชาติ วิชาเกษตรกรรม เป็นต้น  เพื่อให้น้องๆได้เรียนรู้วิถีชีวิตตามสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง ให้สามารถนำสิ่งที่ได้เรียนไปไปปรับใช้ในชีวิตได้จริง การเรียนการสอนของที่นี่จะเน้นการเรียนแบบบูรณาการ เช่น เรียนวิชาภาษาอังกฤษจากชื่อ จำนวนหรือสีของพืชผักผลไม้ที่มีในท้องถิ่น

เมื่อมาถึงชั่วโมงเรียนวิชาที่เกี่ยวกับชุมชน ครูอาสาจะสอนเด็กโดยใช้วิธีการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง เช่น เมื่อถึงชั่วโมงเรียนวิชาเกษตรกรรม คุณครูก็จะพานักเรียนไปยังแปลงนาและดำนาช่วยพ่อแม่ร่วมกับชาวบ้านคนอื่นๆจริงๆ  ผมผมมองว่า ในช่วงที่มีกิจกรรมลงแขก(เอาแรง)ชาวบ้านที่นี่จะให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี เช่น ช่วงฤดูกาลทำนา ชาวบ้านก็จะช่วยกันปลูก ช่วยกันดำ นาขั้นบันไดที่นี่ใช้ประโยชน์ของพื้นที่ผันน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำแล้วปล่อยน้ำไหลลงสุ่ลำธาร เพื่อให้หมุนเวียนนำกลับมาใช้ในนาอีกครั้ง ถือเป็นการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและมีศิลปะ เป็นการทำนาที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายความงดงามของวิถีชุมชนอย่างมีเสน่ห์และลงตัวกับธรรมชาติ

สำหรับผมแล้ว ก้าวแรกที่ผมค่อยๆวางฝ่าเท้าลงบนผืนนา เท้าของผมค่อยๆจมลงบนพื้นนาที่นุ่มราวกับปุยนุ่น พร้อมกับสายน้ำที่ค่อยๆไหลผ่านเท้าของผมอย่างช้าๆ ทันทีที่นิ้วมือของผมค่อยๆสัมผัสลงบนดินที่เหนียวนุ่ม เพราะชุ่มไปด้วยน้ำขณะดำข้าว ช่วงเวลานั้นมันทำให้ผมเหมือนตกอยู่ในภวังค์ จิตใจของผมล่องลอยราวกับว่าผมได้ไปสัมผัสกับพื้นดินที่อยู่บนสรวงสวรรค์ ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ที่ได้รับจากพันธ์ข้าวและผืนดิน ถ้าหากในวันนั้นผมไม่ได้เดินตามกลุ่มครูอาสาเพื่อมาเรียนรู้กับเด็กๆ ในโรงเรียน ผมก็คงพลาดโอกาสที่ได้ลงไปสัมผัสกับความสุขที่ได้รับจากธรรมชาติในครั้งนี้ ผมรู้สึกประทับใจในวิถีชีวิตของชาวบ้าน ประทับใจกับวิถีความเป็นคนปาเกอญอที่นี่อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของความมีน้ำใจช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ต้องใช้ชีวิตแก่งแย่งแข่งขันเพื่อเอาตัวรอดกับคนในสังคมทั่วไป ไม่ต้องกังวลกับเรื่องความวุ่นวายเหมือนกับผู้คนในเมืองใหญ่ๆ

400 ชั่วโมงของการใช้ชีวิตในหมู่บ้านแห่งนี้ แม้ระยะเวลาอาจจะไม่นาน แต่ผมรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาเรียนรู้มิตรภาพ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จากผู้คน สังคม ทำให้ผมได้ค่อยๆเรียนรู้ความสุขที่แท้จริงว่า ความสุขที่นอกเหนือจากการได้รับวัตถุหรือสิ่งของนั้น คือ มิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ดีต่างหาก ที่ไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงินตรา แต่เป็นความสุขที่เกิดจากการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ผมคิดว่าทุกๆชั่วโมงทำให้ความคิดผมค่อยๆเปลี่ยนทีละน้อย หากเปรียบตัวผมเสมือนใบไม้แล้ว ผมคงเป็นไบไม้ที่ค่อยๆผลัดจากสีเดิมไปสู่สีใหม่ ผลัดจากคุณภาพเดิมไปสู่คุณภาพใหม่ จากวันแรกที่มาถึงชุมชนแห่งนี้ จากที่ไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสวิถีชีวิตชุมชนกับการอยู่กับป่า เมื่อกาลเวลาค่อยๆผ่านไปมุมมองทางสังคมของผมก็เริ่มถูกขัดเกลา ผลัดสีไปตามสภาพบริบททางสังคม ยิ่งได้พบเจอผู้คนและบริบทสังคมภายนอกที่แตกต่าง ผมก็ยิ่งได้เรียนรู้ตัวตนของความเป็นมนุษย์มากขึ้น

ในตอนท้ายนี้ผมอยากขอบคุณพี่อารีย์ อาภรณ์ ผู้ประสานงานโครงการพลเมืองอาสาและเป็นผู้ดูแลกิจกรรมครูอาสาในครั้งนี้ ขอบคุณ “มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.)” และ “มหาวิทยาลัยศิลปากร” ที่มอบโอกาสให้ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ชีวิตจริงๆ 400 ชั่วโมงในอีกมุม ขอบคุณครับ

————————————
เรื่อง : ไพศิษฐ์ ชมธัญกาญจน์ / นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร(เพชรบุรี) /นศ.ฝึกงานโครงการพลเมืองอาสา
เรียบเรียง : เมธี สิงห์สู่ถ้ำ