มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม Thai Volunteer Service Foundation

สถานการณ์ รัฐ คนรุ่นใหม่ และ PAR

ในช่วงสถานการณ์ 3 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงภาวะวิกฤติของทรัพยาการธรรมชาติและคนทำงานด้านการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก หากเราลองนึกทบทวนดีๆ เราจะเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมและเอื้อประโยชน์กับกลุ่มนายทุนไปจนถึงการละเมิดสิทธิชุมชนอยู่บ่อยครั้งจากฝ่ายที่ถืออำนาจรัฐในมือ ผู้ที่มักต้องเสียสละและเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบต่างๆที่ตามมาก็คือชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่กรณีปัญหา

กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา อ.เทพา จ.สงขลา เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ชาวบ้านรวมพลังกันลุกขึ้นมาปกป้องผืนดินบ้านเกิดและทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นแหล่งหาอยู่หากินของตนเองไม่ให้ถูกทำลายจากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน กรณีชาวบ้านเทพาเป็นตัวอย่างของขบวนการภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ที่น่าเรียนรู้เป็นอย่างมาก เพราะการลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยาการชุมชนนั้นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะมันคือหน้าที่ของภาคประชาชนซึ่งต้องคอยติดตามและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐโดยเฉพาะในรัฐยุคนี้

คู่กรณีส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านต้องเผชิญอยู่ในยุคนี้มักหนีไม่พ้นนายทุนซึ่งมักจับมือกับภาครัฐเพื่อคอยรุมทึ้งทรัพยากรธรรมชาติของประเทศตัวเอง เมื่อสองขั้วพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่จับมือกัน จึงส่งผลให้การลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของชาวบ้านกลายเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการ ยิ่งในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นปัจจุบันนี้ แทนที่รัฐจะใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนคนยากจน แต่กลับอำนวยประโยชน์ให้กับผู้มีอำนาจและนายทุนเสียมากกว่า ถ้ามองในมุมบวก ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้จะทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ถึงการใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรมเป็นอย่างไร ชาวบ้านจะได้เรียนรู้กระบวนการการต่อสู้เพื่อลุกขึ้นมาปกป้องฐานทรัพยากรและผลประโยชน์ของตัวเองอย่างไม่สยบยอมต่อความไม่เป็นธรรมมากขึ้น

ที่เล่ามาทั้งหมดทั้งมวลเนื่องจากว่า เมื่อผู้เขียนย้อนกลับมามองถึงตัวผู้เขียนเอง ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่บังเอิญเกิดในยุคที่มีกฎหมายไว้เอาเปรียบประชาน จึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า “นี่เราสามารถทำอะไรได้บ้างในสถานการณ์แบบนี้ นอกจากติดตามข่าวสารเพียงอย่างเดียว ซึ่งกรณีเทพาไม่ใช่กรณีแรกที่เกิดขึ้น หลายพื้นที่ในประเทศก็กำลังเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ไม่ต่างกัน เพียงแต่ความครุกรุ่นอาจมีน้อยกว่ากรณีเทพา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าวันหนึ่งในชุมชนของเราจะไม่เจอกับสถานการณ์เช่นเดียวกันนี้ เราจะเรียนรู้และรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นนั้นๆได้อย่างไร” ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับกลุ่มคนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่กลับไปทำงานในพื้นที่ชุมชนบ้านเกิดของตัวเองที่จังหวัดลำพูน พวกเขารวมกลุ่มกันทำเกษตรออร์แกนิค เปิดตลาดเขียว #เลิฟปูนปูน พวกเขาเคยร่วมกับกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ป้องป้องฐานทรัพยากรชุมชนจากโรงไฟฟ้าขยะมาแล้ว พวกเขาเล่าถึงวิธีการปกป้องฐานทรัพยากรในพื้นที่โดยใช้กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ผ่านการเรียนรู้ข้อมูลด้านทรัพยากรของชุมชนร่วมกัน  การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ชุมชน วิเคราะห์ทรัพยากรและต้นทุนของพื้นที่ซึ่งมีสายน้ำแม่ทาหล่อเลี้ยงชีวิตและสร้างรายได้ให้กับภาคเกษตร พวกเขามองว่าหากโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นในพื้นที่ นอกจากจะกระทบต่อสุขภาพของคนในพื้นที่แล้ว เรื่องของปากท้องย่อมจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

การปล่อยให้โรงไฟฟ้าขยะเกิดขึ้นจึงถือว่าเป็นการทำลายวิถีชีวิตของคนในชุมชนทั้งระบบเลยก็ว่าได้  การคิดงานกับการทำงานจริงๆในพื้นที่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะการสร้างความเข้าใจร่วมกันของคนบนฐานความหลากหลายนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก การที่จะเชื่อมโยงให้เขาเหล่านั้นเห็นถึงผลกระทบที่ยังมาไม่ถึง ต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลาย การเก็บรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง จากหลากหลายฝ่ายเข้ารวมไว้ด้วยกัน แล้วสังเคราะห์มันออกมาเป็นองค์ความรู้ คือความท้าทายของคนรุ่นใหม่ต้องการกลับสู่บ้านเกิดและทำงานพัฒนาชุมชนของตนเอง ซึ่ง ณ ขณะนี้ความท้าทายใหม่ของพวกเขาคือการทดลองใช้เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลที่เรียกว่า  PAR

PAR ย่อมาจาก Participatory Action Research หมายถึง การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม คือการรวบรวมข้อมูลชุมชนให้มีความน่าเชื่อถือโดยใช้กระบวนการการมีส่วนร่วม พวกเขามองว่ากระบวนการการทำข้อมูลแบบมีส่วนร่วมนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะข้อมูลที่ถูกรวบรวมโดยกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ การเรียนรู้การใช้เครื่องมือจะทำให้สามารถเข้าใจและวิเคราะห์สถานการณ์ได้ดีขึ้น สามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดการทำงานในประเด็นอื่นๆได้มากยิ่งขึ้น

ผู้เขียนคิดว่า สถานการณ์บ้านเมืองในยุคที่รัฐบาลไม่ฟังเสียงของประชาชนเช่นนี้ การเรียกร้องสิทธิต่างๆของภาคประชาชนถือว่าประสบผลสำเร็จน้อยมาก  กระบวนการการสร้างและสะสมพลังในพื้นที่ให้เข้มแข็งจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำได้จริงและควรทำอย่างยิ่ง การพูดคุยและเปลี่ยน วิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารจะทำให้เกิดความรู้และข้อมูลใหม่ๆมากขึ้น เครื่องมือการเรียนรู้ที่เรียกว่า PAR หรือ กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้ จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะสามารถสร้างการมีส่วนร่วมให้กับชุมชนอย่างมีพลัง เป็นเครื่องมือที่จะใช้ในการพัฒนาชุมชนและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนได้หากวันหนึ่งภัยคุกคามเหล่านั้นมาถึงจริงๆ

———————————————
จักรินทร์ ศิริมงคล  : เขียน
เมธสิงห์ : เรียบเรียง