มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม Thai Volunteer Service Foundation

ความดีต่อยอด-อาสาแนวพุทธ-พุทธอาสา


มีโอกาสได้พูดคุย กับ “หนึ่ง- จรรจิรา น่วมเจิม” ซึ่งมีดีกรีเป็นบุคลากรปฏิบัติการของกองทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอพูดคุยอย่างเป็นกันเอง และด้วยความเป็นกันเอง เราจึงเห็นมุมมองที่น่าสนใจ ของการมาเป็นพุทธอาสา ณ วัดปัญญานันทาราม และขอนำบทสนทนามาแบ่งปันกับท่านผู้อ่าน

“ที่เข้าวัดไม่ใช่ว่ามีความทุกข์อะไรนะ แม่เพื่อนมาทำบุญเลยขอตามมาด้วย หนูมาจนคุ้นเคยกับพี่ๆ ที่เป็นพุทธอาสา เวลามาจะช่วยกวาดลานวัด ล้างห้องน้ำ ล้างถ้วยชามที่เป็นภาชนะส่วนกลางของวัด จนวันหนึ่งอาจารย์สิทธิ รักถนอม ซึ่งเป็นพุทธโฆษกของวัดประกาศว่า “ล้างจานล้างใจ” และ “อยากสวยให้ล้างจาน อยากงามให้ล้างแก้ว หนูเลยคิดว่าทำแค่นี้ก็ได้บุญแล้วหรือ? หนูเลยเทใจให้กับการล้างภาชนะส่วนกลาง หนูอยากสวย”…เธอพูดพร้อมกับหัวเราะแก้เขิน

เธอเล่าต่อว่า “หนูมีหลวงพ่อปัญญานันทมุนีเป็นแบบอย่าง ท่านสอนเราไม่ให้งมงาย แม้ท่านจะบวชมานาน แต่ท่านพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับฆราวาสได้ตรงใจ คำสอนของท่านมันใช่เลยคะ อย่างเรื่องที่ท่านเล่าว่าภรรยากลับบ้านแล้วบ่นสามี หนูฟังแล้วมันใช่จริงๆ ตามนั้น อีกเรื่องคือเรื่องไสยศาสตร์ ความเชื่อเรื่องการขึ้นบ้านใหม่ที่ต้องรอฤกษ์ยาม ต้องมานิมนต์พระ ทั้งๆ ที่แม่คือพระในบ้านอยู่แล้ว ยังต้องไปนิมนต์ที่ไหนอีก หลวงพ่อพูดตามหลักของพุทธศาสนา ใช้คำสอนง่ายๆ เรื่องการถวายภัตตาหารพระเณร เรื่องนี้หนูก็ชอบ ทุกรูปจะพิจารณาอาหารเอง เราเพียงจัดเตรียมไว้พอท่านพิจารณาเสร็จ ญาติโยมก็ตักอาหารต่อได้เลย ไม่ต้องรับประทานอาหารหลังจากที่พระฉันแล้ว พระเณรฉันเสร็จท่านก็ล้างเองเก็บเอง พวกเราก็ช่วยกันล้างเฉพาะภาชนะส่วนกลาง ที่นี่เรียบง่ายแต่ได้หลักธรรมค่ะ”

เธอยิ้มและเริ่มเล่าต่อ… “ธรรมะที่หลวงพ่อสอนมันกินใจหนูมากเลย แต่การมาช่วยงานวัดมันทำได้เฉพาะกลางวัน หนูมีเวลาหลังเลิกงานหรือวันเสาร์อาทิตย์ วันหยุดประจำปี เลยอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง หนูเห็นข่าวอาสาสมัครกู้ภัยล้างป่าช้า เลยหาของมูลทางเฟตบุ๊ก ก็มาเจอกลุ่ม “เฉพาะกิจอาสาคลองสาม” ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน จึงโทรไปถามรายละเอียดจากทีมงานและได้เข้ามาทดลอง วันแรกที่เริ่มเป็นวันลอยกระทง มีอุบัติเหตุหนูยังทำอะไรไม่เป็นได้แต่ดูรุ่นพี่ว่าเขาทำงานอย่างไร กลับจากที่เกิดเหตุทีมงานจะพูดคุย สอนเกี่ยวกับกระบวนการช่วยเหลือ ทันทีที่ได้รับแจ้งจากทางวิทยุหรือโทรศัพท์ เราจะไปยังที่เกิดเหตุ พอไปถึงจะต้องประเมินผู้บาดเจ็บ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น แจ้งข้อมูลแก่กู้ชีพเพื่อประสานรถรถกู้ชีพในการนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง ต้องถ่ายรูปที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน เพราะบางกรณีเราอาจจะเคลื่อนย้ายรถได้เพื่อไม่ให้จราจรติดขัด บางทีมีคนโทรมาเพื่อให้ไปจับงู ตีรังผึ้ง เราก็ไปทีมงานเรามีอยู่ประมาณ ๑๐ กว่าคนที่ช่วยกัน”

การที่เธอต้องพบเจออุบัติเหตุอยู่เสมอ สิ่งที่เห็นคือความไม่งดงามของสังขารร่างกาย เธอคิดว่าในวาระสุดท้ายของชีวิต หากให้เพื่อนสนิทมิตรสหายได้เห็นภาพสุดท้ายที่น่าจดจำ  น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้จากไปต้องการ เธอจึงใช้เวลาว่างในวันเสาร์ไปช่วยแต่งหน้าศพที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ “…การแต่งหน้าศพ หนูจะแต่งให้เป็นธรรมชาติ ให้ดูเหมือนเขานอนหลับ เพราะญาติเมื่อทราบข่าวก็เศร้าอยู่แล้ว หนูอยากช่วยให้เขาได้คลายเศร้าลงบ้าง…”

แม้เธอทำงานประจำเพื่อหล่อเลี้ยงกายและทำงานอาสาสมัครเพื่อหล่อเลี้ยงใจ แต่ทุกวันอาทิตย์เธอจะทำตัวให้ว่างเพื่อพาแม่ไปวัด “ตอนที่หนูซื้อรถก็ตั้งใจอยากดูแลคนในครอบครัว เพราะถ้าหนูไม่ว่าง พ่อจะพาแม่ขี่มอเตอร์ไซต์มาวัด หนูเป็นห่วง เหมือนที่หลวงพ่อบอกว่า…เราดีกับคนนอกบ้านอย่างไร ก็ควรจะดูแลคนในบ้านไม่ให้ขาดตกบกพร่อง…”

เธอยิ้มก่อนจะทิ้งท้าย “…หนูเห็นความตายอยู่ตลอด หนูคิดว่าเราทุกคนไม่ควรประมาทในชีวิต ถ้าทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ก็ควรรีบทำ สิ่งที่หนูทำมันเป็นความสุขมากนะ บางคนเขาไม่รู้จักเรา แต่ซื้อน้ำมาให้ ในยามที่เขาเดือนร้อนเขาจะนึกถึงเรา เขาจะโทรหาเราเป็นลำดับต้นๆ หรือกระทั่งบางครั้งที่ไหนมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แล้วเขาเห็นเขาจะขับรถมาบอกเรา หนูรู้สึกดีที่ได้มีส่วนช่วยเหลือคนที่เขากำลังลำบาก…”
—————————————————
วัฒนา นาคประดิษฐ์/ สัมภาษณ์-เขียน
เมธี สิงห์สู่ถ้ำ/ เรียบเรียง