มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม Thai Volunteer Service Foundation

คลุกวงใน 3C4Teen (ตอนจบ)

การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเยาวชนจากการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นระยะๆ นอกเหนือจากที่ได้กล่าวไว้บางส่วนในตอนที่ 1 แล้ว กลุ่มเยาวชนยังได้เรียนรู้การทำงานภาคประชาสังคมบนความหลากหลายของคน แนวคิดของคนในสังคม การแสดงหาช่องทางในการสื่อสารเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจสิทธิหน้าที่ของตนต่อการลงประชามติ ได้มีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่(นศ.) และประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อสิทธิของพลเมือง และการลงประชามติ ตลอดจนเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายนักกิจกรรมภาคใต้

นอกจากนั้นยังมีเวทีใหญ่ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนพูดคุยในระดับเครือข่าย ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 29 ก.ย.2559 ณ  อาคารสภาคริสตจักรในประเทศไทย (เชิงสะพานหัวช้าง) เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เนื่องจากกลุ่มเครือข่ายองค์กรการพัฒนาเด็กและเยาวชนได้มีมติว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการหารือองค์กรเครือข่ายเพื่อหาข้อเสนอจากเวทีสู่การทำรายงานการวิเคราะห์ช่องว่างและโอกาสการทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชน และอาจจะมีเวทีในการประชุมของเครือข่ายองค์กรที่ทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชนอีกครั้งหลังจากรายงานฉบับสมบูรณ์เสร็จสิ้น เพื่อให้เกิดการนำข้อมูลจากรายงานไปขับเคลื่อนเชิงนโยบายต่อไป

ผู้เข้าร่วมเวทีระดมความคิดเห็นต่อรายงานการวิเคราะห์ช่องว่างและโอกาสการทำงานด้านเด็กและเยาวชน จำนวน 45 คน จากหน่วยงานภาครัฐ คือ ตัวแทนสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  จำนวน 2 คนและจากสำนักงานคณะกรรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 1 คน ตัวแทนกลุ่มเยาวชน 14 คน องค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคม 17 องค์กร จำนวน 28 คน

นำเสนอรายงานการโดย คุณจิตราภรณ์ วนัสพงศ์ นักวิชาการอิสระ ผู้วิเคราะห์ช่องว่างการดำเนินงานพัฒนาเด็กและเยาวชน จากผลการรายงานการดำเนินงานด้านเด็กและเยาวชน ทั้งภาครัฐและเอกชนให้ผู้เข้าร่วมได้ทราบและร่วมวิเคราะห์ พร้อมกับเสนอแนะในรายงาน เพื่อให้ผู้ทำรายงานได้นำไป แก้ไข เพิ่มเติมในรายงานให้สมบูรณ์ และนำไปสู่การเผยแพร่

การดำเนินกิจกรรมทั้งหมดเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มแรกที่พยายามบอกถึงกิจกรรมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึง กันยายน 2559 ดำเนินกิจกรรมเพื่อให้เกิดผลใน สามอย่าง นั่นคือ  หนึ่ง เกิดการสร้างเสริมขีดความสามารถของผู้นำเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะ   สอง เกิดการมีส่วนร่วมเชิงนโยบายของผู้นำเยาวชน คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ   และ  สาม เกิดการสนับสนุนพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นงานพัฒนาเยาวชนจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง
 การทำงานเพื่อขับเคลื่อนพลังของเยาวชนให้สามารถเข้ามาส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาในระดับต่างๆ จำเป็นต้องติดอาวุธด้านต่างๆให้แก่เยาวชน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านเทคนิคต่างๆ งานด้านความสามารถในการเขียน วิเคราะห์ การสื่อสาร ตลอดจนทัศนคติทางสังคมและงานพัฒนา ซึ่งจากดำเนินงานที่ผ่านมาจากที่ได้กล่าวไว้เป็นลำดับข้างต้นจะเห็นว่า กระบวนการทำงานร่วมกันจะไม่จำกัดกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่กลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักเท่านั้น แต่ยังมีผู้คนหลากหลายรุ่นและภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นงานนั้นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทำงานอีกด้วย

ดังนั้นการทำงานเพื่อสร้างเยาวชนผู้นำ ที่มีความเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพ จึงต้องทำงานด้านความคิด จัดวางอุดมคติ การมองตนเองต่อสังคม และทำความเข้าใจสังคมที่มีต่อตนเองเสียก่อน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลา และใช้ศิลปะที่ประกอบด้วยสาระเข้ามาจัดกระบวนการเรียนรู้   เกิดเป็นพัฒนาการในระดับบุคคล และส่งต่อกันในระดับเครือข่าย ซึ่งจากกิจกรรมของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม จึงเป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในช่วงระยะต่อไป ว่าผลของการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องจะผลิดอกออกผล หรือมีการขับเคลื่อนไปในทิศใด…ซึ่งจะนำเรื่องราววงในดีๆเหล่านี้มาบอกเล่าในโอกาสต่อไป

———————————————-
เกียรติศักดิ์ ยั่งยืน /เขียน
เมธี สิงห์สู่ถ้า/ เรียบเรียง